สรุปย่อ
แผนงานของ Velo ในปี 2026 มุ่งเน้นการขยายเครือข่าย PayFi ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สำคัญและการเชื่อมต่อกับสถาบันการเงิน
- เปิดตัว Orbit Plus SuperApp (ไตรมาส 2 ปี 2026) – แอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภคที่มาพร้อมแอปแบบ whitelabel, บัตรเดบิตคริปโตเสมือน และระบบถอนเงินสู่บัญชีธนาคารโดยตรง
- เปิดตัวชั้น Treasury & Liquidity (ปี 2026-2027) – เปิดตัวต้นแบบ MVP, ทดสอบแบบปิด และเปิดให้บริการ Treasury-as-a-Service สำหรับลูกค้าธุรกิจ
- เครือข่าย ASEAN Settlement และขยาย RWA (ปี 2026) – ระบบชำระเงินทันทีในภูมิภาค และการแปลงสินทรัพย์จริง เช่น พลังงานสีเขียว ให้เป็นโทเค็น
รายละเอียดเชิงลึก
1. เปิดตัว Orbit Plus SuperApp (ไตรมาส 2 ปี 2026)
ภาพรวม: ในไตรมาส 2 ปี 2026 Velo จะเปิดตัว Orbit Plus ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันขนาดใหญ่สำหรับผู้บริโภคและร้านค้า (Velo) โดยมีเทคโนโลยี whitelabel ที่ช่วยให้พันธมิตรสามารถสร้างแอปชำระเงินในแบรนด์ของตนเองได้ ฟีเจอร์สำคัญได้แก่ บัตรเดบิตคริปโตเสมือนที่รองรับ Apple Pay และ Google Pay สำหรับการใช้จ่ายทันที และระบบถอนเงินที่แปลงคริปโตเป็นเงินสกุลท้องถิ่นเข้าบัญชีธนาคารของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีแผนเชื่อมต่อกับระบบความบันเทิงที่ใช้ AI
ความหมาย: นี่เป็นสัญญาณบวกสำหรับ VELO เพราะช่วยให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงการชำระเงินด้วยคริปโตได้ง่ายขึ้น ความสำเร็จจะช่วยเพิ่มปริมาณธุรกรรมในเครือข่าย ซึ่งจะเพิ่มความต้องการใช้โทเค็น $VELO สำหรับค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
2. เปิดตัวชั้น Treasury & Liquidity (ปี 2026-2027)
ภาพรวม: โครงการนี้จะพัฒนาระบบสภาพคล่องแบบผสมผสานและระบบบริหารจัดการคลังเงิน (TOS) ของ Velo โดยเริ่มจากการรวมสถาปัตยกรรมในไตรมาส 2 ปี 2026, เปิดตัวต้นแบบ MVP ในไตรมาส 3, ทดสอบแบบปิดในไตรมาส 4 ที่ลูกค้าสามารถถือยอดเงินในระบบ Velo และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในต้นปี 2027 (Velo) ขั้นตอนสุดท้ายจะมีการเปิดให้ผู้ให้สภาพคล่องสามารถทำ VELO staking และเปิดบริการ Treasury-as-a-Service (TaaS) สำหรับลูกค้าสถาบัน เพื่อเปลี่ยนเงินทุนที่ไม่ได้ใช้งานให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน
ความหมาย: นี่เป็นสัญญาณบวกสำหรับ VELO เพราะจะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยในระดับสถาบัน TaaS อาจดึงดูดเงินทุนจากคลังเงินของบริษัทใหญ่ ๆ ขณะที่ระบบ staking จะช่วยล็อกซัพพลายของโทเค็น ความเสี่ยงคือความซับซ้อนในการดำเนินงานและการนำสถาบันเข้าร่วมที่อาจช้า ทำให้ความต้องการที่คาดหวังล่าช้าได้
3. เครือข่าย ASEAN Settlement และขยาย RWA (ปี 2026)
ภาพรวม: ตลอดปี 2026 Velo จะเปิดตัวเครือข่าย ASEAN Settlement ร่วมกับ Lightnet และขยายการแปลงสินทรัพย์จริง (RWA) ให้เป็นโทเค็น (CryptoBro100x) โดยระบบนี้จะช่วยให้การชำระเงินในภูมิภาคเกิดขึ้นได้ทันที และรวมถึงการนำโทเค็นที่สร้างผลตอบแทนอย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (TBILL) เข้ามาใช้ ความร่วมมือกับ EVOLVE ในการแปลงรถยนต์ไฟฟ้าและสินทรัพย์พลังงานสีเขียวเป็นโทเค็น จะช่วยเชื่อมโยงสินทรัพย์จริงเข้าสู่เครือข่าย PayFi
ความหมาย: นี่เป็นสัญญาณบวกสำหรับ VELO เพราะใช้จุดแข็งด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบและขยายเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์จริงที่เติบโตสูง การเป็นประตูเชื่อมการชำระเงินข้ามพรมแดนในเอเชียอาจสร้างกระแสเงินทุนมหาศาล ความเสี่ยงหลักคือข้อจำกัดทางกฎหมายในแต่ละประเทศอาเซียนที่อาจทำให้การขยายเครือข่ายช้าลง
สรุป
แผนงานของ Velo ในปี 2026 ถึง 2027 เป็นการพัฒนาเชิงกลยุทธ์จากโปรโตคอลการชำระเงินสู่เครือข่ายการเงินครบวงจรที่รวมระบบชำระเงินที่ได้รับอนุญาต, สภาพคล่อง DeFi และการบริหารคลังเงิน การเปิดตัว Orbit Plus, ชั้นคลังเงิน และโครงการชำระเงินระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของเครือข่ายและความต้องการโทเค็น คำถามคือ Velo จะสามารถตอบโจทย์สถาบันการเงินในภูมิทัศน์การเงินที่แตกต่างหลากหลายของเอเชียได้หรือไม่?