สรุปย่อ
การพัฒนา NEAR Protocol กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องด้วยเป้าหมายสำคัญดังนี้:
- อัปเกรด SPICE เพื่อบล็อกที่เร็วขึ้น 3 เท่า (ปี 2026) – แยกกระบวนการยืนยันความถูกต้องของบล็อกออกจากการประมวลผลธุรกรรม ทำให้เวลาบล็อกลดจาก 600 มิลลิวินาทีเหลือ 200 มิลลิวินาที ส่งผลให้การยืนยันธุรกรรมเสร็จสิ้นในเวลาต่ำกว่าหนึ่งวินาที
- การตัดสินใจเกี่ยวกับ Spot ETF ที่อาจเกิดขึ้น (ปลายปี 2026) – รอการตัดสินใจจาก SEC ในการยื่นขอ Spot ETF ของ Grayscale (GSNR) และ Bitwise ซึ่งอาจเปิดทางให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาลงทุนมากขึ้น
- ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวและลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (ปี 2026) – ขยายชั้นความเป็นส่วนตัวและอัปเกรดลายเซ็นบนเครือข่ายให้ทนทานต่อเทคโนโลยีควอนตัมในอนาคต
- การปรับปรุงการขยายระบบ: โหนด RPC แบบแบ่งส่วน (ปี 2026) – พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายให้รองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสถียรสำหรับนักพัฒนา
รายละเอียดเชิงลึก
1. อัปเกรด SPICE เพื่อบล็อกที่เร็วขึ้น 3 เท่า (ปี 2026)
ภาพรวม: การอัปเกรด SPICE (Separation of Consensus and Execution) เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของ NEAR ตั้งแต่ปี 2024 โดยแยกกระบวนการที่ผู้ตรวจสอบ (validators) เห็นพ้องต้องกันในลำดับบล็อก (consensus) ออกจากการประมวลผลธุรกรรม (execution) การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดเวลาสร้างบล็อกจาก 600 มิลลิวินาทีเหลือ 200 มิลลิวินาที ทำให้การยืนยันธุรกรรมเสร็จสิ้นภายใน 0.4 วินาที อัปเกรดนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2026 และเป็นรากฐานสำหรับการพัฒนา sharding รุ่นใหม่ Nightshade 3.0 ที่จะรองรับฟีเจอร์อย่างการประมวลผลข้ามชาร์ดแบบอะตอมิก
ความหมาย: เป็นข่าวดีสำหรับ NEAR เพราะช่วยให้ประสบการณ์ผู้ใช้ดีขึ้นอย่างมาก ทั้งการชำระเงิน การซื้อขายตามเจตนา และการทำงานของ AI agent ที่ต้องการความรวดเร็วและตอบสนองทันที นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านเทคนิคของ NEAR ในตลาดบล็อกเชนที่เน้นการขยายตัว
2. การตัดสินใจเกี่ยวกับ Spot ETF ที่อาจเกิดขึ้น (ปลายปี 2026)
ภาพรวม: กำลังรอการตัดสินใจจากหน่วยงานกำกับดูแล โดย Grayscale ได้ยื่นขอ Spot NEAR ETF (GSNR) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2026 และ Bitwise ยื่นขอในเดือนพฤษภาคม 2025 โดยปกติ SEC จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 240 วัน ซึ่งหมายความว่าการตัดสินใจของ Grayscale อาจเกิดขึ้นในช่วงกันยายน 2026 (nikshep) อย่างไรก็ตาม การอนุมัติยังไม่แน่นอนและขึ้นอยู่กับแนวโน้มกฎระเบียบโดยรวม
ความหมาย: สถานการณ์นี้เป็นกลางแต่มีโอกาสเป็นบวกสำหรับ NEAR หากได้รับการอนุมัติ ETF จะช่วยยืนยันความน่าเชื่อถือในระดับสถาบันและเพิ่มความต้องการรวมถึงสภาพคล่องของเหรียญ แต่หากถูกปฏิเสธ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสะท้อนความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ
3. ฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวและลายเซ็นที่ปลอดภัยจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม (ปี 2026)
ภาพรวม: ต่อยอดจากการอัปเกรด mainnet v2.13.0 ที่เพิ่มฟีเจอร์การลงลายเซ็นแบบ post-quantum (ML-DSA-65) แผนงานยังรวมถึงการขยายฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัว เช่น "confidential actions" เป็นชั้นความเป็นส่วนตัวใหม่ และการใช้ลายเซ็นที่ปลอดภัยจากควอนตัมสำหรับผู้ใช้ทุกคน นอกจากนี้ยังมีแผนขยายเครือข่าย MPC (Multi-Party Computation) ให้เกินกว่า 8 โหนด เพื่อเพิ่มความกระจายศูนย์และความปลอดภัย
ความหมาย: เป็นข่าวดีสำหรับ NEAR เพราะตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาด ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้ DeFi และความปลอดภัยระยะยาวจากภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ฟีเจอร์เหล่านี้จะช่วยให้ NEAR เป็นเครือข่ายที่สถาบันและแอปพลิเคชันที่เน้นความเป็นส่วนตัวเลือกใช้
4. การปรับปรุงการขยายระบบ: โหนด RPC แบบแบ่งส่วน (ปี 2026)
ภาพรวม: เพื่อรองรับการเติบโตของระบบนิเวศและปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นจาก intents และ AI agents NEAR วางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยการใช้โหนด RPC แบบแบ่งส่วน (sharded RPC nodes) ซึ่งจะช่วยกระจายภาระการประมวลผลคำขอทั่วทั้งเครือข่าย ลดปัญหาคอขวดและเพิ่มความเสถียรสำหรับนักพัฒนาและแอปพลิเคชัน
ความหมาย: เป็นข่าวดีสำหรับ NEAR เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งและขยายตัวได้เป็นสิ่งสำคัญในการรักษานักพัฒนาและรองรับการใช้งานที่มีปริมาณสูง การดำเนินการนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการล่มของเครือข่ายในช่วงที่มีการใช้งานสูง และสนับสนุนสุขภาพของระบบนิเวศในระยะยาว
สรุป
แผนงานของ NEAR มุ่งเน้นที่การพัฒนา 3 ด้านหลัก ได้แก่ ความเร็วที่สูงขึ้นอย่างมากด้วย SPICE, ความปลอดภัยล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีควอนตัม และโครงสร้างพื้นฐานที่ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ NEAR ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มสมาร์ตคอนแทรกต์ทั่วไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะทางสำหรับเศรษฐกิจ AI และการทำธุรกรรมตามเจตนาในอนาคต คำถามสำคัญคือ นักพัฒนาจะเร่งนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เต็มที่ได้หรือไม่?